เหมืองฝาย : การบริหารจัดการน้ำด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น

           เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภูมิประเทศทางภาคเหนือของประเทศไทย จะเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงทุกสรรพชีวิตของประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน

           แต่ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างมีความลาดชัน ทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ การหาน้ำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร การกักเก็บน้ำไว้ใช้เมื่อยามหน้าแล้ง หรือแม้แต่การใช้น้ำได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันของคนที่อาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำและคนที่อาศัยอยู่บริเวณปลายน้ำ กลายเป็นปัญหาหลักที่สำคัญที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน แต่ทว่า ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ และจำนวนบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเป็นไปด้วยความล่าช้า

             ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หรือรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว การลองผิดลองถูก ดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำในการดำรงชีวิตและการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ทำให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำที่เรียกว่า “เหมืองฝาย” ขึ้น

             “เหมือง” คือ ลำน้ำที่ขุดขึ้นตามความต้องการเพื่อส่งน้ำ และมีหลายขนาดตามความต้องการของพื้นที่

             “ฝาย” หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่สร้างขวางกั้นแม่น้ำ เพื่อกักชะลอและเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ

             เหมืองฝาย จึงเป็นชื่อเรียกระบบชลประทานโบราณพื้นบ้านที่ครบวงจร เป็นระบบการจัดการน้ำที่อยู่กับเกษตรกรไทยมาอย่างช้านาน เป็นวัฒนธรรมของคนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัย ไม่ทำลาย และเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันสูงค่าจากบรรพบุรุษ

             ซึ่งในปัจจุบัน ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย แทบจะไม่มีให้เห็นมากนัก ยกเว้นบริเวณภาคเหนือตอนบนหรือกลุ่มวัฒนธรรมล้านนา ได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา และเชียงราย ที่ยังคงดำเนินวิถีชีวิตเกษตรกรเยี่ยงบรรพบุรุษ สืบทอดภูมิปัญญาในการทำเหมืองฝายแบบดั้งเดิมด้วยความมั่นใจและหวงแหน

             และเพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำของชุมชนในภาคเหนือ เพื่อการดำรงชีวิตจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงขออนุญาตยกบทความเรื่อง “ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย” ของชัชวาล ทองดีเลิศ ที่จัดพิมพ์ไว้ใน THE CITIZEN.PLUS เมื่อวันที่ 26 June 2019 ที่ได้อธิบายความเป็นมาของการทำเหมืองฝาย ดังนี้

              เหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำสำหรับการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่เรียกว่ากลุ่มวัฒนธรรมล้านนา อันเนื่องด้วยสภาพทางภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาสูง ที่ดอนเชิงเขามากถึงสามส่วนของพื้นที่ มีที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาเพียงหนึ่งส่วนของพื้นที่ การบุกเบิกพื้นที่สำหรับทำนาทำได้ในพื้นที่ราบในหุบเขา ที่นาจึงมีสภาพลดหลั่นเป็นชั้นๆ มิได้เรียบเสมอกัน ดังนั้นในการดึงน้ำเข้าสู่ที่นาจึงมีการคิดค้นการสร้างฝายกั้นลำน้ำในตำแหน่งที่สูงกว่าแปลงนา แล้วขุดลำเหมืองจากหน้าฝายให้น้ำไหลเข้าสู่ที่นา เพื่อให้ทุกคนมีน้ำสำหรับทำนาเพียงพออย่างเป็นธรรม เสมอกัน โดยมีองค์กรเหมืองฝายที่มีบทบาทในการจัดการ ตามข้อตกลงเหมืองฝายที่สมาชิกผู้ใช้น้ำได้กำหนดร่วมกัน

  

ประวัติความเป็นมา 

               เหมืองฝายในพื้นที่ราบภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก เท่าที่ปรากฏพบเป็นหลักฐานนั้น มีการกล่าวถึงเรื่องเหมืองฝายในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ระหว่างปี พ.ศ. ๑๑๐๐ – ๑๒๐๐ และในสมัยราชวงศ์เม็งรายปกครองอาณาจักรล้านนาระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๓๙ – ๒๑๐๑ ได้มีการตรากฎหมายมังรายศาสตร์ ที่มีการบัญญัติเรื่องระบบเหมืองฝายไว้เป็นการป้องกันและบริหารระบบเหมืองฝายให้เป็นประโยชน์ ต่อประชาชนของพระองค์ เช่น “ผู้ใดใสแพล่องถิ้มถูกฝายหลุ (พัง) หื้อมันแปลง แทนหรือมันแปลงบ่ได้ ฝายใหญ่เอาค่า ๑๑๐ เงิน ฝายน้อยเอา ๓๒ เงิน เพราะว่าเหลือกำลังมันนา” เป็นต้น

                นอกจากกฎหมายพญามังรายจะรักษาฝายแล้ว ยังมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีฝาย ผู้คนจะสร้างหอผีฝายใกล้ ๆ กับปากลำเหมืองใหญ่ เพื่อให้เจ้าที่เจ้าทางผีฝายรักษาฝายมิให้คนไปทำลาย เมื่อถึงเวลาที่จะร่วมกันทำนา ผู้คนที่ใช้สายน้ำร่วมกันนับเป็นร้อยเป็นพันคนจะมาร่วมเลี้ยงผีฝายเป็นประเพณีใหญ่ มีหมอหรือปู่จารย์เป็นผู้กระทำพิธี การเลี้ยงผีฝายบางแห่งจะล้มควาย วัว เลี้ยงกัน ผู้คนจะซ่อมแซมฝายให้ดีกั้นน้ำได้มาก ตามต้องการ 
การป้องกันหอผีฝายในกฎหมายพญามังรายเขียนไว้ว่า “ผู้ใดสะหาวตีหอบูชาผีฝายท่านเสีย ต้องถือว่าผิดผีฝาย
หื้อมันแปลง (สร้าง) หอบูชาดั่งเก่าแล้วหื้อ มันแต่งเครื่องบูชาบริกรรมหื้อชอบ แล้วหื้อมันแปลงฝายไว้ดั่งเก่า”

                ในภาคเหนือตอนบนมีเหมืองฝายจำนวนถึง ๔,๐๐๐ กว่าแห่ง ซึ่งมีการสืบสานภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชุมชน ที่ยังคงยึดถือและปฏิบัติสืบมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เช่น ฝายพญาคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ฝายวังไฮ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

                ซึ่งนอกจากเหมืองฝายจะช่วยกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมอย่างทั่วถึงแล้ว ยังสามารถช่วยชะลอสายน้ำที่ไหลหลากจากขุนเขาลงสู่ที่ลุ่มต่ำ ลดความรุนแรงของอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ เหมืองฝายได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2558

  

ลักษณะเฉพาะที่แสดงอัตลักษณ์

                 เหมืองฝายเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้าน ประกอบด้วย ตัวฝายกับ ลำเหมือง การสร้างตัวฝายใช้วัสดุอุปกรณ์พื้นบ้าน ใช้ไม้ไผ่ ไม้จริง หิน วางไม้คร่าววางขวางลำน้ำแล้วตอกยึดด้วยไม้หลัก   สร้างเป็นฐานกว้างในลำน้ำ แล้วค่อยๆวางไม้คร่าวซ้อนและตอกตรึงด้วยไม้หลักหรือใช้ก้อนหินวางขึ้นเป็นชั้นๆอย่างแข็งแรงมั่นคงพอที่จะไม่ถูกกระแสน้ำพัดพัง ก่อขึ้นจนได้ความสูงในระดับที่สามารถทดน้ำเข้าลำเหมืองแล้วไหลลงสู่ที่นาได้

  

            ลำเหมืองแต่เดิมใช้แรงชาวบ้านที่เป็นสมาชิกผู้ใช้น้ำช่วยกันขุดจากหน้าฝาย ตามแนวของสภาพพื้นที่ค่อย ๆ ลาดลงไปสู่ที่นา โดยแบ่งกันเป็นช่วงๆ พื้นที่ลำบากก็ใช้จำนวนคนมากหน่อย พื้นที่ง่าย ๆ ก็ใช้จำนวนคนน้อยลง เมื่อถึงที่นาก็มีการขุดลำเหมืองซอยเรียกว่า “เหมืองไส้ไก่” กระจายให้น้ำเข้าถึงที่นาทุกแปลง ตรงปากเหมืองไส้ไก่จะมี “แต” แนวไม้หลักปักขวางลำเหมืองเพื่อทดน้ำเข้าสู่เหมืองไส่ไก่ ตรงปากเหมืองไส้ไก่แต่ละเส้นจะมีการกำหนดขนาดช่องน้ำไหลให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำเรียกว่า “ต้าง” ที่พอดีกับจำนวนพื้นที่นาที่รับน้ำในแต่ละสาย เพื่อให้ที่นาทุกแปลงได้รับการแบ่งน้ำอย่างเหมาะสมกับขนาดพื้นที่

เพื่อให้การจัดการบริหารแบ่งน้ำอย่างเป็นธรรม จึงมีการจัดตั้ง “องค์กรเหมืองฝาย”ขึ้นเพื่อควบคุมดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลงอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รูปแบบองค์กรจะมีขนาดและความซับซ้อนแตกต่างกันตามขนาดจำนวนสมาชิกผู้ใช้น้ำ ขนาดพื้นที่นา จำนวนสาขาของลำเหมืองว่ามีมากน้อยเพียงใด ขนาดเล็กมากก็จะมี “แก่ฝาย”คนเดียว  แก่ฝายเป็นผู้นำ  เป็นประธานในการควบคุมการทำงานขององค์กรเหมืองฝาย หากใหญ่ขึ้นก็มี “แก่ฝายกับล่ามน้ำ” ที่มีบทบาทการสื่อสารกับสมาชิกผู้ใช้น้ำ บางแห่งก็มี “ผู้ช่วยแก่ฝาย” ในระบบที่ใหญ่ขึ้น
ก็จะมี “แก่เหมือง” เป็นผู้นำที่ดูแลจัดการลำเหมืองแต่ละเส้น

               ในการจัดการบริหารและแบ่งน้ำนั้นต้องดำเนินตาม “ข้อตกลงเหมืองฝาย” ที่สมาชิกทุกคนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นเป็นสัญญาประชาคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งมีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเหมืองฝาย ยึดหลักความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน ใครมีที่นามาก ใช้น้ำมากต้องทำงานมาก จัดหาอุปกรณ์มาก เช่น หากมีที่นาไม่เกิน ๑๐ ไร่ ส่งคนมาตีฝาย ขุดลอกลำเหมือง ๑ คน หากมีที่นาเกิน ๑๐ ไร่ ต้องส่งคนมา ๒ คน การเตรียมอุปกรณ์มาซ่อมแซมฝายก็เช่นกัน เช่น กำหนดไว้ให้นำไม้หลักมา ๑๐๐ อัน ต่อการมีที่นา ๑ ไร่ หากมีที่นา ๑๐ ไร่ ก็ต้องเตรียมมา ๑,๐๐๐ อัน เป็นต้น เมื่อช่วยกันดูแลระบบเหมืองฝายแล้ว ทุกคนไม่ว่าจะมีที่นา ๑ ไร่หรือ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ก็จะได้รับการแบ่งน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะถูกปรับไหม ตามที่ตกลงกัน หากไม่มาทำงานเกิน ๓ ครั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็น จะให้ออกจากสมาชิก ไม่สามารถใช้น้ำได้ต่อไป เป็นต้น

  

             

คุณค่าและบทบาทของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีต่อวิถีชีวิต

          การเคารพธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นหลักการสำคัญของเหมืองฝาย เป็นการทดน้ำเข้าสู่ที่นาแค่เพียงพอสำหรับการทำนา น้ำสามารถไหลล้นผ่านฝายไปยังฝายลูกถัด ๆ ไป และน้ำที่เข้าสู่ที่นาแล้วหากมีส่วนเกินก็จะมีการขุดลำเหมืองให้น้ำไหลกลับสู่ลำน้ำเดิม ไม่ได้กักเก็บไว้ใช้เองทั้งหมด มีการดูแลป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอยในการซ่อมแซมฝายควบคู่กันไปด้วย ซึ่งบริเวณตัวฝายตลอดลำเหมืองก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ พืชน้ำ ที่ชาวบ้านมาหากินเป็นอาหารอีกด้วย

เหมืองฝายทำให้ทุกคนมีหลักประกันว่าจะมีน้ำใช้ในการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อมีน้ำก็จะเกิดความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีข้าวกิน มีอาหาร มีรายได้ที่จะดูแลครอบครัว นอกจากนี้ เหมืองฝายเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งของชุมชน เพราะในองค์กรเหมืองฝาย มีความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกผู้นำที่มีความยุติธรรม มีความสามารถในการจัดการบริหารทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นธรรม ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดข้อตกลงเหมืองฝาย แม้จะมีที่นาไม่เท่ากันแต่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ระบบเหมืองฝาย ภูมิปัญญาการจัดการน้ำพื้นบ้าน, สืบสานล้านนา.๒๕๔๓

ประเสริฐ ณ นคร, มังรายศาสตร์ ๒๕๑๔

ยอด เนตรสุววรณ, เหมืองฝาย สุดยอดภูมิสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย (http://article.culture.go.th/index.php/layouts-modules-positions/3-column-layout-9/208-2020-06-01-09-51-31)

เอกวิทย์ ณ ถลาง.  ภาพรวมภูมิปัญญาไทย ๒๕๕๔, เหมืองฝาย บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด