สายชำระ ใช้ให้เป็น

เรื่องโดย ไตรรงค์ ปิมปา 

สายชำระ ในที่นี้ผมหมายถึงสายที่ใช้ติดหัวฉีดน้ำสำหรับใช้ชำระล้าง ในห้องส้วม เราใช้กันสำหรับล้างเวลาขับถ่าย ปัสสาวะ อุจาระ เป็นหลัก

หลายปีมาแล้ว เมื่อผมไปเยี่ยมพ่อแม่ เรานัดกันมาหลายคน มาทานข้าวกันธรรมดา เพราะทำให้เราเครือญาติสนิทสนมกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่อง หลานผมอายุประมาณ 15 ปี กำลังเป็นสาวออกมาจากห้องน้ำ ผมสังเกตว่ากางเกงมีรอยเปียก ก็เลยถามว่า กระดาษชำระหมดหรือเปล่า จะได้เอาไปเพิ่มให้ เธอบอกเปล่านี่ เมื้อกี้ใช้อยู่ ผมบอกใช้อย่างไง กางเกงยังเปียกอยู่เลย เธออธิบายการใช้ว่า เวลาเข้าห้องน้ำ ปัสสาวะเสร็จก็ใช้กระดาษชำระซับ แล้วล้างให้สะอาดด้วยสายชำระไง เวลาใส่กางเกง มันก็ต้องมีเปียกบ้าง ผมเลยบอกว่า ไม่ใช่อย่างน้าน... ใช้น้ำฉีดชำระก่อน แล้วค่อยซับน้ำสะอาด คุณแม่ของเธอ (พี่สะใภ้) บอกว่า อะไรกัน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ต้องให้สอนด้วยเหรอ นี่ต้องสอนทุกเรื่องรึไง คิดไม่เป็นมั่งเหรอ อ้าวโดนดุ ผมเลยบอกว่า มันต้องสอนทุกอย่างแหละ เรื่องเล็กๆ เนี่ย มักถูกมองข้าม บางทีสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้ ก็จะไม่รู้ว่าไม่รู้

แล้วใช้ อย่างไร ขอแบบละเอียดๆ หน่อย

  1. หลังถ่ายอุจจาร หรือปัสสาวะเสร็จ ก็ฉีดน้ำบริเวณรอบรูถ่าย และปลายรูท่อปัสสาวะด้วย  เลยไปรอบๆ ด้วย เพื่อล้าง อุจจาระ ปัสสาวะที่อาจกระเด็นไปรอบๆ เพราะน้ำปัสสาวะ ถ้าตกค้างอยู่ตรงไหน ก็จะมีกลิ่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัสสาวะ มีสารอาหารที่ย่อยแล้ว ร่างกายขับทิ้งเพราะอาจจะใช้ไม่ได้ หรือเกินความต้องการ เชื้อโรค จุลินทรีย์ ก็จะกินสารอาหารเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เกิดกลิ่นเหม็นมาก
  2. จากนั้น ใช้กระดาษชำระ ซับน้ำบริเวณที่เราล้างสะอาดแล้วให้แห้ง แล้วค่อยใส่กางเกง กระดาษชำระ ก็ไม่เหม็นเพราะเปรอะเปื้อน เวลาทิ้ง ก็ทิ้งขยะได้ เวลาเก็บขยะจะได้ไม่เหม็น
  3. ใช้สายยางอีกรอบ ฉีดบริเวณรอบโถส้วม ที่เราคิดว่า น้ำปัสสาวะของเรา น่าจะกระเด็นถึง เพื่อไม่ให้ห้องน้ำมีกลิ่นเหม็น เพราะน้ำปัสสะวะที่กระเด็น จะทำให้ห้องส้วมเหม็นมากภายใน 30 นาที
  4. กดน้ำที่โถส้วม เพื่อล้างปัสสาวะในโถส้วมให้สะอาด

ผู้ชายล่ะ ปกติผู้ชายมักใช้โถปัสสาวะ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ทำให้ปลายท่อปัสสาวะมีกลิ่นกันเหมือนจะปกติ และไม่มีใครบอกให้เรื่องมาก แต่ที่จริงแล้ว เราดูแลให้ไม่มีกลิ่น หรือกลิ่นน้อยมาก ได้ง่ายๆ

  1. ถ้าอยู่บ้าน เวลาเข้าห้องน้ำ ก็ล้างด้วยสายชำระเหมือนกันแล้วใช้กระดาษชำระซับน้ำ ก่อนใส่กางเกง นี่มีประโยชน์ต่อสุขอนามัยมาก ทำให้สะอาดเสมอ ไม่มีกลิ่น กางเกงในไม่มีกลิ่นมาก ป่องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และยังป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หรือมะเร็งปากมดลูกของภรรยาคุณด้วย 
  2. ถ้าอยู่ข้างนอก เป็นการคุ้มค่าที่จะพก กระดาษชำระสักสองสามชิ้น เวลาปัสสาวะ หากไม่สะดวกที่จะล้าง ขอเพียงใช้กระดาษชำระ ซับน้ำปัสสาวะปลายอวัยวะเพศให้แห้งหลังปัสสาวะ น้องชายของคุณก็แทบไม่มีกลิ่นแล้ว อย่าลืม เวลาอายน้ำ ล้างอวัยวะเพศด้วยสบู่ให้ทั่วถึงอีกที ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

ดูแลสายชำระอย่างไร สายชำระ มีเชื้อโรคสะสมเป็นอันดับ 3 ของของใช้ในบ้าน มาดูแลให้สะอาดหน่อย

  1. ล้างด้วยน้ำสะอาด ทุกครั้งที่อาจจะเปรอะเปื้อน
  2. ล้างขัด สัปดาห์ละครั้ง โดยใช้ฟองน้ำ หรือผ้า หรือใยละเอียด  ชุบน้ำยาล้างจาน หรือน้ำสบู่ ขัดถูให้ทั่ว ใช้แปรงสีฟันเก่า ขัดถูซอกมุมให้ทั่ว ล้างออกด้วยน้ำนะอาด
  3. ตรวจดู รอยรั่วซึม เพราะรอยที่รั่วซึมหยดอาจทำให้คุณต้องจ่ายค่าน้ำวันละ 1-5 ลิตร หรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเกลียวไม่แน่น ก็เพียงหมุนด้วยมือให้แน่น ถ้ายังรั่วซึมอยู่ อาจต้องปิดน้ำ แล้วหมุนซิลล์ยางออกมาล้าง หรือเปลี่ยนถ้าแข็งเกินไปอาจนหมดอายุ แล้วค่อยใส่กลับไปใหม่ หมุนให้แน่น อาจต้องใช้เครื่องมือช่วย เพื่อให้แน่น
  4. ปรับความแรงน้ำให้พอดี อย่าแรงจนเวลาฉีดกระเด็นไปทั่ว อาจต้องเพิ่ม ก๊อกระหว่างท่อ หรือวาล์วน้ำ เพื่อปรับแรงดันให้เหมาะสม
  5. ลองตรวดสายน้ำของสายชำระ ถ้าสายน้ำ ไม่ตรงแล้ว หรืออุดตัน ใช้แปรงสีฟันชุบน้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาล้างห้องน้ำ ปัดไปมาตรงจะแกรงปลายท่อฉีด อาจกดขนแปรงให้เข้าไปในรูตะแกรงปลายท่อ ให้สิ่งอุดตันลดลง ถ้ำไม่ดีขึ้นอาจต้องแกะออกมาล้าง
  6. ถ้าสายชำระชำรุด ส่วนใดก็ตาม ให้รีบเปลี่ยน เพราะอาจแตก หรือหลุด ทำให้น้ำท่วมห้องน้ำได้ และอาจเป็นอันตรายจากสายไฟฟ้าในห้องน้ำ ไฟดูดไฟช๊อตได้ง่าย 

วันนี้ อย่าลืมตรวจดูสายชำระว่าใช้ได้ดีไหม ดูแลให้ดี มันมีผลดีมาก ต่อสุขภาพของทุกคน และความปลอดภัยในบ้านคุณเองระครับ

พื้นห้องนอน เช็ดให้บ่อย

เรื่องโดย ไตรรงค์ ปิมปา

ห้องนอน อ่อนไหวต่อสุขภาพมาก ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพเลยทีเดียว เพราะเวลานอน เป็นเวลาพักผ่อน ร่างกายอ่อนแอต่อสิ่งกระตุ้นรอบข้าง หากมีสิ่งเร้าใดๆ ก็จะมีผลต่อสุภาพมาก ห้องนอนที่ดี ควรโล่ง โปร่ง สะอาด สบายตา วันนี้ลองพิจารณา หาเวลาจัดการพื้นห้องให้สะอาดอย่างเร่งด่วน

ถ้าเป็น พื้นไม้

  • พื้นไม้เป็นที่นิยมในบ้านเรา เพราะทำความสะอาดง่ายกว่าพื้นอื่น และสวยงาม ปกติเพียงใช้ผ้าถูพื้น ที่หมาดด้วยน้ำผสมน้ำน้ำยาเช็ดพื้น เช่น แอลโอซี หรือใช้ สบู่อ่อนๆ หรือน้ำผสมผงซักฟอกเล็กน้อย น้ำยาพวกนี้ ทำหน้าที่ เป็นสารลดแรงตึงผิว ทำให้สิ่งสกปรก ฝุ่น ผงต่างๆ ถูกดึงดูดมาเก็บในผ้าเช็ดและล้างออกง่าย อย่าใช้น้ำยาเข้มข้น หรือสารละลายรุนแรง
  • ใช้ผ้าเช็ดพื้นที่หมาดๆ โดยเริ่มจากผ้าเช็ดพื้นที่แห้ง สเปรย์น้ายาที่เราผสมดังข้อแรกพอหมาด ไม่ให้น้ำหยด จะสามารถเก็บฝุ่นได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาสารเคมี ม๊อบเก็บฝุ่น เนื่องจากทำให้เหนียวเหนอะหนะ และทิ้งสารเคมีที่อาจมีอันตราย ที่อาจฟุ้งกระจายและส่งกลิ่น หรือสารระเหยออกมา
  • ไม่ควรกวาด ถ้าไม่สกปรกมาก เนื่องจากทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย และก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ ฝุ่นในห้องนอน เกิดจากการย่อยสลายเสื่อมสภาพตามปกติของผนัง พื้น เพดาน โต๊ะ เก้าอี้ เตียง เสื้อผ้า ผ้าม่าน ที่นอน หมอน มุ้ง และทุกอย่างที่อยู่ในห้อง การใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ด จึงป้องกันการฟุ้งกระจายที่ดี
  • ยังมีไรฝุ่น ซี่งมีอยู่ทุกบ้าน เนื่องจากที่นอนปกติจะมีไรฝุ่นอยู่ประมาณ 5-100 ล้านตัวต่อ 1 ที่นอน มีซากไรฝุ่น และสิ่งขับถ่ายของมัน เป็นสารก่อภูมิแพ้กว่า 70ของสาเหตุภูมิแพ้ ฝุ่นเหล่านี้ มีขนาดเล็ก จะฟุ้งอยู่ในอากาศนานกว่า 2 ชั่วโมง และหากขนาดเล็กมากพอจะผ่านระบบกรองฝุ่นของจมูกเรา ที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้นั้น จะสามารถฟุ้งอยู่ในอากาศได้ถึง 8-10 ชั้วโมงโดยไม่หล่นพื้น เท่ากับเวลาเรานอนเลย มันจะยิ่งฟุ้งมากหากใช้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมในห้องปิด และอย่าตบที่นอนให้ฟู หรือปัดฝุ่นที่นอนก่อนนอน หากชอบ ควรทำก่อนสัก 1 ชั่วโมงและเป่าลมออกไปจากห้องให้นานสักครึ่งชั่วโมงก่อน
  • เช็ดพื้นทุกวัน ระบายอากาศทุกวัน ลดฝุ่นในอากาศได้ดี
  • ยังแนะนำให้เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ทุก 3-4 วัน เพื่อลดฝุ่นผง ป้องกันผลกระทบไรฝุ่น
  • การใช้เครื่องกรองอากาศ ชนิดที่ลดสารก่อภูมิแพ้ได้ เป็นทางเลือกที่ดีในการพักผ่อน โดยเฉพาะผู้เป็นภูมิแพ้ เด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ป่วย รวมทั้งผู้รักสุขภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเครื่องกรองอากาศที่มีความสามารถการกรองที่ฝุ่นผงที่เล็กกว่า 0.1 ไมครอน ได้ จะเหมาะสำหรับป้องกันภูมิแพ้จากฝุ่น

ถ้าเป็นพื้นพรม

  • นับว่าคุณเสี่ยงต่อสุภาพมาก ไม่แนะนำให้ปูพรมในห้องนอน เพราะเป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้มาก สิ่งสกปรก เชื้อโรค เชื้อราก็ชอบ
  • อย่างไรก็ตาม หากท่านชอบพื้นพรม และยังเป็นห่วงสุขภาพ จำเป็นต้องทำความสะอาดทุกวันด้วยเครื่องดูดฝุ่น ก่อนนอนสัก 2 ชั่วโมง อย่าให้มีสิ่งใดหกรดเปรอะเปื้อนพื้น อาจต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดพรมแบบโฟมทำความสะอาด และรีบดูดฝุ่นทันที เปิดประตูหน้าต่างให้ระบายอากาศ อย่าให้อับชื้น
  • เครื่องดูดฝุ่นชนิดดูดน้ำได้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห้องปูพรม เพราะมีโอกาสเสมอที่จะมีเครื่องดื่ม หรือของเหลวต่างๆ หกลงพรม การใช้เครื่องดูดฝุ่นธรรมดา น้ำจะทำให้เครื่องดูดฝุ่นธรรมดาเสียได้ หลังดูดของเหลวที่หกแล้วคุณอาจใช้น้ำยาทำความสะอาดเทลงไป แล้วแปรงให้ทั่ว รีบดดูดออก ถ้าเป็นพรมชนิดเปียกน้ำได้ แล้วดูดอีกครั้งก่อนซับน้ำให้แห้ง หากเป็นพรมที่เปียกน้ำไม่ได้ หรือติดตั้งถาวร ต้องใช้โฟมทำความสะอาดพรม บีบให้โฟมท่วมบริเวณเลอะเทอะ ใช้แปรงปัดให้ทั่วถึง แล้วดูดเศษโฟมและสิ่งสกปรกออกให้หมด
  • เครื่องกรองอากาศคุณภาพสูง ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นผงที่เล็กกว่า 0.1 ไมครอน เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องใช้ทุกวัน โดยเฉพาะเวลานอน
  • สอบถามผู้ที่จำหน่าย/ติดตั้ง/ปูพรม ถึงการบำรุงรักษา ความสะอาด ควรทำความสะอาดใหญ่ เป็นประจำตามที่ช่างแนะนำ ตามชนิดของพรม เช่น อาจต้องใช้เครื่องซักพรมทุก 3 เดือน หรือต้องรื้อมาซักทั้งหมดเพื่อป้องกันเชื้อราปีละครั้ง เป็นต้น

 

ถ้าพื้นเป็นกระเบื้องเคลือบ

  • เป็นข้อแนะนำที่ดี สำหรับพื้นห้องที่ต้องการความสะอาดที่ง่ายและได้ผลดี เลือกกระเบื้องชนิดทำความสะอาดง่าย ไม่ลื่นแม้เวลาเปียก การทำความสะอาดเพียงใช้ไม้ม๊อบ ผสมน้ำยาทำความสะอาดเจีอจาง เช็ดถูได้เลย แล้วใช้ผ้าหมาด หรือผ้าแห้ง เช็ดให้แห้ง หรือปล่อยให้แห้งเองก็ได้ การเช็ดทุกวัน จะทำให้ทำความสะอาดง่าย และรวดเร็ว
  • กรณีมีรอบเปื้อน รอบคราบ เครื่องดื่มของเหลวหกเลอะเทอะ ควรรีบทำความสะอาด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรค อาจใช้ใยสังเคราะห์ ช่วยขัดพร้อมน้ำยาทำความสะอาด แล้วเช็ดด้วยผ้าหมาดให้แห้ง อย่าใช้แปรงหรือฝอยโลหะ หรือใยสังเคราะห์ที่แข็งกระด้างเช็ด จะมีรอยขีดข่วนเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรก

ถ้าพื้นเป็นกระเบื้องยาง

  • นิยมในการปูพื้นทั่วไป เพราะราคาถูก ไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย แต่อายุการใช้งานไม่นานเท่ากระเบื้อง ทำความสะอาดโดยใช้ไม้ม๊อบชุบน้ำ บิดหมาด เช็ดถูทุกวัน
  • ระวังอย่าให้พื้นเปียกแฉะ น้ำจะซึมลงไปในร่องยาง เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา และกระเบื้องร่อนบิดงอ หากมีน้ำหกเลอะ รีบเช็ดให้แห้งโดยเร็ว
  • อายุการใช้งานของพื้นกระเบื้องยาง มักเสื่อมไวกว่าพื้นแบบอื่น สังเกตว่าเริ่มหดตัวจนมีรอยแยกระหว่างชิ้นกระเบื้อง ทำให้ลอกร่อน แอ่นงอ แตกหัก กร่อนผุเป็นหลุม ควรพิจารณาเปลี่ยน

หากเป็นพื้นชนิดอื่น

  • คงมีอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น พื้นหินอ่อน พื้นแกรนิต พื้นกระเบื้องโบราณ พื้นเสื่อ พื้นผ้าทอ ฯลฯ คุณต้องเรียนรู้การดูและรักษาและทำความสะอาดให้มากกว่าปกติ บางอย่างไม่สามารถใช้น้ำยาบางชนิดได้ บางอย่างต้องมีการเคลือบบำรุง บางอย่างใช้กลางแจ้งโดนแดด ไม่ได้
  • ไม่ว่าจะเป็นพื้นชนิดใด ควรดูแลให้สะอาดทุกวันหรือเว้นวัน คุณถึงจะสุขภาพดีได้
  • ไม่ว่าจะเป็นพื้นชนิดใด มีอายุการใช้งาน มีระยะเวลาที่ต้องทำความสะอาด ให้เหมาะสม หากทรุดโทรมเสียหาย ต้องซ่อม หรือเปลี่ยนทันที

อย่าลืมความสะอาดในห้องนอน

  • ห้องนอนเหมือนห้องรับแขก ที่ต้องดูแลความสะอาดทุกวัน ทุกอย่างที่นำเข้ามาในห้อง พื้นห้อง ผนังห้อง เพดานห้อง ล้วนต้องทำความสะอาด ทุกชิ้นสร้างฝุ่นได้เองจากการย่อยสลายตามอายุไขของมันเอง กลายเป็นฝุ่นผงที่อาจเล็กจนเรามองไม่เห็นฟุ้งลอยในอากาศเพิ่มขึ้นทุกวัน ห้องนอนควรมีของน้อยชิ้นที่สุด หาชิ้นที่ทำความสะอาดง่าย ไม่เป็นที่อยู่ของแมลง มด ปลวก สิ่งไม่จำเป็นต้องใช้ควรย้ายออกไปให้หมด
  • สิ่งที่มีในห้องนอน ต้องทำความสะอาดได้ง่าย และทำความสะอาดเป็นประจำ เช่น โต๊ะอ่านหนังสือควรเช็ดถูได้ง่าย  ผ้าม่านควรถอดซักได้ หรือใช้แบบม่านบังแดดพลาสติกที่ฝุ่นไม่ค่อยเกาะ ฯลฯ รวมทั้งที่นอน ต้องตากแดดได้ หรือใช้เครื่องรีดผ้าไอน้ำ เพื่อทำความสะอาดด้วยไอน้ำ ผ้าปูควรเปลี่ยนใหม่ทุก 3-4 วัน ผ้าห่มเปลี่ยนสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น
  • อย่าทำห้องสกปรก อย่าเติมฝุ่นผงในห้องนอน เช่นการทาแป้งในห้องนอน การสะบัดผ้า การปัดฝุ่นบนเตียง การกระโดดเล่นบนเตียง การปัดฝุ่น การตบหมอมนให้นุ่มฟู
  • หากไม่มีเวลาทำความสะอาดทุกชิ้นทุกวัน อย่าละเลยพื้นและที่นอน และหาวันสักวันหนึ่งในแต่ละเดือน ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม ย้ายที่จัดวางทำความสะอาดไม่ให้มีจุดอับ 
  • การเปิดประตูหน้าต่าง เพื่อระบายอากาศ เป็นเรื่องที่ควรทำทุกวัน เนื่องจากการย่อยสลายของสิ่งของในห้องจะทำให้ฝุ่นสูงกว่าภายนอก ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพมาก อาจใช้พัดลมเป่าออกไปด้านหนึ่ง จะทำให้กลิ่นอับชื้นลดลง ฝุ่นละอองลดลง ความชื้นลดลง ทำให้เราใช้อาศัย พักนอน ได้สบายขึ้น

ทุกคนทราบว่ามันยาก ที่จะทำความสะอาดขนาดนี้ ต้องใช้เวลามาก ลองทำความสะอาดใหญ่สักครั้ง ย้ายของรกออกไปให้หมด แล้วคุณจะใช้เวลาทำความสะอาดไม่กี่นาที ก็จะได้ห้องนอนในฝัน ที่ทำให้คุณสุขภาพดีเยี่ยมจากการได้นอนหลับสบายเต็มอิ่มได้แล้ว

ห้องน้ำ ดูแลอย่างไร

เรื่องโดย ไตรรงค์ ปิมปา 

ห้องน้ำ เป็นห้องพิเศษ ของบ้าน ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

เราไม่สามารถรวมกับห้องอื่นๆ ได้ เนื่องจากกิจกรรมในห้องน้ำ ล้วนทำให้เปียก เป็นส่วนใหญ่ จึงแยกห้องออกมาให้การดูแลความสะอาดง่ายขึ้น ห้องน้ำ เรามักเรียกรวมห้องที่เราใช้ อาบน้ำ อุจจาระปะสาวะ ล้างมือ บางคนรวมการซักผ้าล้างจานหรือทำความสะอาดอื่นๆ ที่ต้องใช้น้ำ ไว้ในห้องน้ำนี้ด้วย  

 

มาเริ่ม ดูแลห้องน้ำกันที่ โถส้วมกัน

ก่อนใช้อุจาระ หรือปัสสาวะหญิง

  • ดูว่าต้องล้างก่อนไหม ถ้าเป็นชักโครกแบบในภาพ เราก็เปิดฝาขึ้น ถ้าที่รองนั่งเปียก หรือเปื้อน ทำความสะอาดเช็ดให้แห้งก่อนปูที่นั่งด้วยกระดาษปูที่นั่ง หรือทิชชู แล้วนั่งถ่ายได้เลย
  • ถ้าคุณใช้ห้องน้ำคนเดียว ไม่ปูกระดาษก็ได้แค่ล้างประจำก็ใช้ได้
  • กระดาษปู นอกจากป้องกันเราจากสิ่งสกปกรกที่อาจตกค้างอยู่ และป้องกันสิ่งสกปรกที่อาจเปื้อนจากเราไปยังโถส้วมด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องเหนื่อยจากการทำความสะอาดมากนัก และไม่ติดต่อเปรอะเปื้อนไปยังคนใช้ครั้งต่อไป

 ก่อนใช้ ปัสสาวะชาย

  • เปิดฝาขึ้น และเปิดที่รองนั่งขึ้น แล้วยืนปัสสาวะได้เลย ถ้าจะนั่งปัสสาวะ ก็ต้องรองนั่งด้วยกระดาษรองนั่งหรือกระดาษชำระเหมือนกัน
  • ถ้าใช้โถปัสสาวะ กดน้ำครั้งหนึ่งก่อนปัสสาวะ หรือถ้าเป็นโถส้วมแบบราดน้ำก็ราดน้ำให้เปียกก่อน  เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปัสสาวะ ติดแน่น หรือซึมเข้าสุขภัณฑ์ ลดการสะสม บูดเน่า มีกลิ่นของห้องน้ำ

หลังใช้อุจาระ หรือปัสสาวะหญิง

  • ใช้สายชำระฉีดชำระทวารหนักและโดยรอบให้สะอาด แล้วซับน้ำที่เหลือรอบทวารหนักให้แห้งด้วยกระดาษชำระ ทิ้งกระดาษชำระลงถังขยะ ถ้ากระดาษชำระเปื้อนปัสสาวะอุจาระแล้วต้องทิ้งในโถส้วม ถือเป็นขยะติดเชื้อ การทิ้งลงถังนับว่าอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ทำให้แพร่เชื้อโรคสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดโรคระบาดง่าย ระวังอย่าทิ้งเป็นก้อน ขนาดใหญ่ จะอุดตันส้วมได้ จากนั้นกดชักโครกให้น้ำลงไปล้างสิ่งขับถ่ายให้สะอาด ดูว่ามีตรงไหนน่าจะสกปรก ก็ทำล้างทันที เพื่อไม่ให้เหม็นสะสม
  • ล้างทุกครั้ง ที่ใช้ ด้วยน้ำ ถ้าชักโครก ก็กดปุ่มชำระ น้ำจะออกมาล้างเอง หยุดเอง ถ้าตักราด ก็หาขันใบโตๆ สัก 1.5 ลิตร ราดไปจนกว่าจะหมด

หลังใช้ ปัสสาวะชาย

  • ล้างปลายท่อปัสสาวะด้วยน้ำ ซับด้วยกระดาษชำระให้แห้ง หากไม่สามารถล้างได้ ควรซับด้วยกระดาษชำระให้แห้ง เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น เพราะปัสสาวะจะบูดเน่าง่าย มีกลิ่นเหม็น เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เช่น ผื่นคัน อักเสบ ฝีหนอง รวมถึงมะเร็ง
  • กดน้ำล้างให้โถปัสสาวะสะอาด หรือราดน้ำโถส้วม ควรใช้สายชำระ ฉีดน้ำให้รอบบริเวณโถส้วมหรือโถปัสสาวะ เพราะมักมีการกระเด็นโดยรอบเวลาปัสสาวะ ทำให้บูดเน่ามีกลิ่นเหม็น เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ

การทำความสะอาดโถส้วม และโถปัสสาวะ

  • แต่ละวัน เพียงฉีดน้ำโดยรอบ เพื่อล้างปัสสาวะที่อาจกระเด็นโดยรอบ สิ่งตกค้าง ฝุ่นผง เศษสิ่งของที่อาจตกร่วงลงมา ใช้ผ้าเช็ดน้ำให้แห้ง หรือปล่อยให้แห้งเอง
  • ขัดล้างด้วยนำยา เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำเหลือจากการซักผ้า ฯลฯ ใช้แปรงขัดโถส้วมขัดโดยรอบภายในโถ ส่วนรอบๆ อาจใช้ฟองน้ำหรือแปรงขัดสิ่งสกปรกออกให้หมด โดยเน้นส่วมเป็นซอกมุม จากต้องใช้แปรงสีฟันขัดส่วนที่เข้าถึงยาก ในซอกมุม เพราะเป็นแหล่งของการสะสมเชื้อโรค อาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคบางครั้ง เพื่อขัดล้างคราบ และเชื้อรา ต่างๆ

การทำความสะอาดอ่างล้างหน้า และอ่างอาบน้ำ

  • หลังอาบน้ำ ต้องเช็ดล้างคราบสบู่ทันที คราบสบู่เป็นอาหารเชื้อรา หรือพวกคระไคร่ ทำให้มีกลิ่น มีสี และลื่นล้มได้ง่าย อาจพิจารณาสบู่ที่มีคราบน้อยล้างง่าย เช่นสบู่น้ำผึ้ง สบู่กลีเซอรีน เพียงแต่ฉีดน้ำก็แทบไม่มีตคราบตกค้างแล้ว
  • อย่าให้มีน้ำค้างขังอยู่ในอ่าง คราบสบู่จะสะสมฝังแน่นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากน้ำที่ใช้มีความกระด้างสูง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดคราบง่าย
  • ขัดล้างให้เป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง นอกจากสะอาดปราศจากสิ่งตกค้างแล้ว ยังรักษาสุขภัณฑ์ให้อายุยืนยาวและดูใหม่เสมอ
  • ดูแลการระบายน้ำ อย่าให้อุดตัน โดยเฉพาะเศษขนหรือผม ที่คั่งค้างตรงจุดระบายน้ำ

การทำความสะอาดกระจกในห้องน้ำ

  • อย่าให้น้ำยาต่างๆ กระเด็นไปโดนกระจก เช่นยาสีฟันจากการแปรงฟัน น้ำสบู่ โฟมโกนหมวด
  • อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์พวกนี้ ออกแบบให้ละลายน้ำง่าย หากสกปรก รีบเช็ดด้วยผ้าหมด ก่อนจะแห้งติด จะสดใสง่ายมาก
  • ดูแลรักษาให้แห้งเสมอ จะช่วยให้สารเคลือบกระจกไม่ลอกร่อนเร็วเกินไป
  • กรณีสกปรกมาก หรือเช็ดน้ำธรรมดาไม่ออก ใช้น้ำยาเช็ดกระจก เช็ดตามวิธีที่เขาแนะนำไว้ข้างบรรจุภัณฑ์ เช่นอาจใช้แปรง หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ขัด

การทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ

  • พื้นห้องน้ำ หลังการใช้ห้องน้ำ การใช้ผ้าเช็ดพื้นถูให้หมาด หรือแห้ง ช่วยลดกลิ่นได้ดี
  • เป็นการลดกลิ่น ป้องกันการหมักหมมที่ดีถ้าเปิดประตูหน้าต่างห้องน้ำไว้สักวันละ 2-3 ชั่วโมง และจะดียิ่งขึ้นสามารถทำให้แดดส่องเข้ามาถึงภายในห้องน้ำได้ แสงแดดช่วยทำให้แห้ง ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และยังป้องกันไม่ให้พวก มด แมลงต่างๆ เข้ามาอยู่อาศัยได้
  • หมั่นเช็ดล้างหลังใช้ หรือเวลาสกปรก
  • ขัดล้างให้สะอาดด้วยแปรงและน้ำยาล้างห้องน้ำ สักสัปดาห์ละครั้ง

การทำความสะอาดตู้ และชั้นเก็บของในห้องน้ำ

  • ดูแลให้สะอาดและแห้งเสมอ ตู้เก็บของมักจะอับชื้น เป็นที่อยู่ที่ชื่นชอบของแมลงต่างๆ หมั่นเปิดออกมาเช็ดด้วยผ้าหมาด ทุกซอกทุกมุม อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • เช็ดขวดบรรจุภัณฑ์ เก็บขยะต่างๆ ออกให้หมด ทุกสัปดาห์ อย่าให้เป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่ของแมลง 
  • ที่รองสบู่ ต้องขัดล้างคราบสบู่เสมอ ไม่ให้เป็นคราบสะสม ทำให้อุ้มน้ำ เป็นเชื้อรา หรือเป็นอาหารให้แมลงต่างๆ
  • ชั้นวางผ้า ที่แขวนผ้าเช็ดตัว เช็ดให้สะอาด นำผ้าที่ซักแล้ววางเพื่อรอใช้ ไม่ควรตากผ้าในห้องน้ำ ควรนำไปตากแดด
  • ผ้าเช็ดพื้น เมื่อซักล้างแล้ว นำไปตากแดดให้แห้งเสมอ อย่าวางทิ้งไว้ในห้องน้ำทั้งที่เปียก ห้องน้ำที่ไม่มีแดดส่องถึงจะทำให้ชื้น เป็นเชื้อรา

ขอบคุณภาพ

อาบน้ำ คลายปวด

โดย ไตรรงค์ ปิมปา 

ปวดเมื่อยหลังทำงาน หรือกีฬาหนักๆ อาบน้ำเย็นกันดีกว่า

ผลการวิจัยระบุว่าการอาบน้ำเย็นจัดหลังออกกำลังกาย ช่วยเรื่องการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้จริง

ในปัจจุบัน นักกีฬาในระดับชนชั้นสูงให้ความนิยมเทรนด์ของการอาบน้ำเย็นจัดเป็นเวลา ประมาณ 5-7 นาที หลังจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง และฟิตเนสหลายแห่งก็นำเทรนด์นี้มาให้บริการด้วยเช่นกัน

ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Ulster ทางตอนเหนือของไอร์แลนด์ เปิดเผยว่า แม้ว่าการอาบน้ำเย็นจัดแบบนี้จะช่วยลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อลงได้มากถึง ร้อยละ 20 แต่เทคนิคอื่นๆ อย่างการนวด การใช้ผ้าพัน หรือแม้กระทั่งการกินยาบรรเทาอาการปวด ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันได้ นอกจากนี้ก็ยังไม่มีการให้ความรู้ที่เพียงพอเกี่ยวกับเทคนิคการอาบน้ำเย็น จัดอย่างปลอดภัยอีกด้วย

โดยปกติแล้วอาการปวดระบมกล้ามเนื้อ หรือ DOMS มักจะเกิดขึ้นหลังจากการออกกำลังกายประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ซึ่งก็จะประกอบด้วยอาการกล้ามเนื้อตึง บวม ปวดเมื่อย และแรงลดลง ซึ่งน่าจะเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับใยกล้ามเนื้อนั่นเอง

คำแนะนำ

  • อาบน้ำ ด้วยเครื่องทำน้ำเย็นจัดสำหรับอาบ แต่ส่วนใหญ่เราไม่มีกัน ถ้าคุณไม่มีระบบทำน้ำเย็นเหมือนฟิตเนสบางแห่ง ลองใช้น้ำธรรมดาแช่ในตู้เย็นให้เย็นจัด เทลงถังสัก 10 ลิตร (2 ขวดแกลอนใหญ่) หรือมากกว่านั้น ตักแล้วอาบ ก็พอใช้ได้ คุณอาจใช้น้ำแข็ง จะซื้อมาหรือจากแช่ในตู้เย็น เทลงถังผสมน้ำธรรมดา ก็ใช้ได้ดี
  • อาบอย่างน้อย 5 นาที น้อยกว่านี้ไม่ได้ผลดี อย่างมาก 7 นาที มากกว่านี้คุณจะหนาวสั่นเกินไป ดังนั้นเวลาอาบน้ำเย็นควรมีนาฬิกาจับเวลาด้วย อย่าเพลินเกินไป 
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า อีกวิธีหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงอาการปวดระบมกล้ามเนื้อได้ คือ RICE ซึ่งก็คือการพักกล้ามเนื้อ ประคบเย็น เพื่อเป็นการกดให้เลือดหยุด และยกส่วนที่ปวดเมื่อยให้สูงขึ้น ในขณะที่ผลการวิจัยอีกฉบับที่ตีพิมพ์ใน The British Journal of Sports Medicine ระบุว่า การยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายแทบจะไม่ช่วยป้องกันหรือลดอาการปวด เมื่อยกล้ามเนื้อได้เลย

ขอบคุณภาพ และข้อมูล

อาบน้ำ คลายร้อน

โดย ไตรรงค์ ปิมปา

อาบน้ำกันมั้ย คลายร้อนแบบประหยัดเงิน เพื่อสุขภาพ

เมื่อย่างเข้าหน้าร้อน คนที่อยู่ในเมือง หรือบ้านเรือนที่ติดเครื่องปรับอากาศ ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า ค่าไฟฟ้าที่จะมีมากขึ้นหลายเท่าจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ

แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป ตั้งแต่โบราณ เวลาร้อนๆ ก็อาบน้ำ คุณแม่ผม อาบน้ำวันละ 3 ครั้งเป็นประจำช่วงหน้าร้อน เหมือนรับประทานอาหาร คือเช้า กลางวันบ่ายๆ และเย็นๆ ก่อนรับประทานอาหารเย็น และชักชวนลูกๆ อาบน้ำกันเวลาอยู่ที่สวนลำไยลิ้นจี่ เวลาบ่ายๆ ร้อนๆ ก็คลายร้อนได้ บางทีเราก็ไปแช่เท้าแช่ก้นกันในลำธารเย็นๆ ที่โอบล้อมสวน

น้ำเย็น ที่อาบคลายร้อน ก็เป็นน้ำธรรมดาจากก๊อก หรือตักจากบ่อ หรือลงไปเล่นน้ำในคลองก็ตามสะดวก  น้ำโดยทั่วไปจะเย็นกว่าอยู่แล้ว ทำให้ร่างกายถ่ายเทความร้อนไปได้ดี และหลังอาบน้ำ น้ำจากผิวที่เปียก ก็เริ่มระเหย โดยเฉพาะเวลาโดนลม การระเหยของน้ำ จะต้องใช้ความร้อนแยกตัวเป็นไอ จึงดึงความร้อนจากร่างกายกายเราออกไปด้วย ผลก็คือเย็น 2 ต่อเลย

ข้อแนะนำ

    • อาบน้ำเย็นธรรมดา ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง ไม่ต้องใช้น้ำปรับอุณหภูมิให้เย็น ร่างกายจะปรับตัวได้ดีกว่า และรู้สึกสบายกายกว่า
    • ถ้าอากาศร้อนมาก ควรพักในร่มให้ทุเลาก่อน สัก 5 - 10 นาที อย่ารีบอาบหลังจากกำลังร้อนจัด
    • อาบน้ำได้ตามสะดวก การใช้ขันตักอาบ ฝักบัว หรือลงแช่อ่าง แช่คลอง ก็ได้
    • ใช้เวลาอย่างน้อย  5 นาที เพื่อให้ร่างกายสดชื่นสบาย มีเวลามากพอสำหรับการเปลี่ยนถ่ายความร้อนออกไป
    • ใช้เวลาอย่างมาก ไม่เกิน 10 นาที เพื่อป้องกันการอ่อนเพลีย  จากร่างกายสูญเสียสมดุลแร่ธาตุ จากการแช่น้ำ หรืออาบน้ำนาน เพราะเมื่อร่างกายแช่น้ำน้ำจะผ่อนคลาย และเกิดกระบวนการออสโมซิส น้ำจะดึงแร่ธาตุออกจากร่างกายมากเกินไป
    • ไม่ควรใช้สบู่ หรือเครื่องประทินผิวใดๆ เพื่อให้คลายร้อน ป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง หรือระคายเคือง
    • ใช้น้ำอย่างเดียวก็พอ ขอให้เป็นน้ำสะอาด และอุณหภูมิปกติ

 

ขอบคุณภาพ และข้อมูล