เครื่องกรองน้ำในอากาศ

         ภายใน พ.ศ.2568 ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ ปริมาณของประชากรที่เพิ่มขึ้น ภาวะโลกร้อน และจำนวนแหล่งน้ำดื่มที่ลดน้อยลง ล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำรุนแรง โดยในประเทศไทย น้ำก็เป็นปัญหาเรื้อรังเช่นกัน เห็นได้จากภัยพิบัติน้ำท่วมและสถานการณ์น้ำแล้ง เนื่องจากปัญหาน้ำส่งผลกระทบที่รุนแรง ทั้งในด้านสุขภาพ การเกษตร เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ ทำให้ในปัจจุบัน ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการค้นหาวิธีที่จะแก้ไขปัญหาอันรุนแรงนี้ได้อย่างยั่งยืน

          Air Water Generator คือเครื่องผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์จากโมเลกุลอากาศ สามารถผลิตน้ำที่สะอาดปลอดสารเคมี จากระบบ Air Moisture Extraction System ซึ่งเป็นกระบวนการดึงมวลน้ำในอากาศด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อให้ได้น้ำบริสุทธิ์

   

 

หลักการทำงาน

         Air Water Generator มีขั้นตอนการผลิตน้ำโดยการ “ดึงอากาศ” เข้ามาภายในตัวเครื่องจากระบบพัดลมภายใน ผ่านแผงกรองฝุ่นและเชื้อโรค Electrostatiqueจากนั้นอากาศจะพัดเข้าสู่ภาวะห้องเย็นเป็นขั้นแรกจากอุณหภูมิน้ำที่ระดับอากาศภายนอกสูงกว่า โดยใช้เครื่อง Codenser, Compressor และFan ในการทำให้อากาศในตัวเครื่องเย็น เมื่อเกิดอุณหภูมิที่ต่างกัน จึงทำให้อากาศเกิดการควบแน่นผ่านในตัวเครื่อง และเกิดหยดน้ำมากักเก็บในที่เก็บน้ำ

          น้ำที่ได้จากการกลั่นตัวไหลผ่านตะแกรงกรองชั้นแรกจากไส้กรอง Zeolite ซึ่ง ไส้กรองนี้คือ สารประกอบ    อะลูมิโนซิลิเกตและนำมาสังเคราะห์ให้เป็นตัวกรอง (การทำงานคล้ายถ่าน ) เพื่อทำการดับกลิ่นต่างๆ ที่อาจติดมากับน้ำ กรองฝุ่นละอองออกอีกส่วน จากนั้น จะผ่านการฆ่าเชื้อโดยเครื่อง Ozone Generator แล้วจึงสามารถนำมาบริโภคได้หากเปรียบเทียบความสะอาดระหว่างน้ำกรองกับน้ำในอากาศแล้ว น้ำกรองยังคงมีสารเจือปนอยู่ ซึ่งระบบกรองไม่ละเอียดเท่าเครื่องกรอกน้ำในอากาศ อีกทั้งน้ำในอากาศเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการใช้งาน

          นอกจากนี้ยังมีเครื่องกรองน้ำในอากาศที่มีกำลังผลิตน้ำเหมาะสมกับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากจะต้องเสียค่าน้ำอย่างมหาศาล แต่เครื่องกรองน้ำในอากาศ จะใช้พลังงานไฟฟ้าในการผลิต ซึ่งสามารถลดต้นทุนโดยพลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังทดแทน สามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก

          เนื่องจากเทคโนโลยีนี้เป็นอะไรที่ใหม่กับคนไทยมาก จึงอยากสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับน้ำในอากาศ สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และลดการใช้ขวดพลาสติกที่เกิดจากขวดน้ำดื่ม ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

 

ที่มา :

  1. ECOLOTECH เครื่องกรอกน้ำในอากาศ สะอาดดื่มได้https://cheechongruay.smartsme.co.th/content/20198

สืบค้นเมื่อวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564

  1. การดูดซับด้วย Zeolite. https://www.sod.co.th/zeolite. สืบค้นเมื่อวันพุที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564
  2. 3. https://en.wikipedia.org/wiki/Atmospheric_water_generator

สืบค้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564

 

 

 

เหมืองฝาย : การบริหารจัดการน้ำด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น

           เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภูมิประเทศทางภาคเหนือของประเทศไทย จะเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงทุกสรรพชีวิตของประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน

           แต่ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างมีความลาดชัน ทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ การหาน้ำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร การกักเก็บน้ำไว้ใช้เมื่อยามหน้าแล้ง หรือแม้แต่การใช้น้ำได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันของคนที่อาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำและคนที่อาศัยอยู่บริเวณปลายน้ำ กลายเป็นปัญหาหลักที่สำคัญที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน แต่ทว่า ด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ และจำนวนบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเป็นไปด้วยความล่าช้า

             ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา หรือรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว การลองผิดลองถูก ดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำในการดำรงชีวิตและการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ทำให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำที่เรียกว่า “เหมืองฝาย” ขึ้น

             “เหมือง” คือ ลำน้ำที่ขุดขึ้นตามความต้องการเพื่อส่งน้ำ และมีหลายขนาดตามความต้องการของพื้นที่

             “ฝาย” หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่สร้างขวางกั้นแม่น้ำ เพื่อกักชะลอและเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ

             เหมืองฝาย จึงเป็นชื่อเรียกระบบชลประทานโบราณพื้นบ้านที่ครบวงจร เป็นระบบการจัดการน้ำที่อยู่กับเกษตรกรไทยมาอย่างช้านาน เป็นวัฒนธรรมของคนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัย ไม่ทำลาย และเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันสูงค่าจากบรรพบุรุษ

             ซึ่งในปัจจุบัน ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย แทบจะไม่มีให้เห็นมากนัก ยกเว้นบริเวณภาคเหนือตอนบนหรือกลุ่มวัฒนธรรมล้านนา ได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา และเชียงราย ที่ยังคงดำเนินวิถีชีวิตเกษตรกรเยี่ยงบรรพบุรุษ สืบทอดภูมิปัญญาในการทำเหมืองฝายแบบดั้งเดิมด้วยความมั่นใจและหวงแหน

             และเพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำของชุมชนในภาคเหนือ เพื่อการดำรงชีวิตจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงขออนุญาตยกบทความเรื่อง “ภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย” ของชัชวาล ทองดีเลิศ ที่จัดพิมพ์ไว้ใน THE CITIZEN.PLUS เมื่อวันที่ 26 June 2019 ที่ได้อธิบายความเป็นมาของการทำเหมืองฝาย ดังนี้

              เหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำสำหรับการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่เรียกว่ากลุ่มวัฒนธรรมล้านนา อันเนื่องด้วยสภาพทางภูมิประเทศเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาสูง ที่ดอนเชิงเขามากถึงสามส่วนของพื้นที่ มีที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาเพียงหนึ่งส่วนของพื้นที่ การบุกเบิกพื้นที่สำหรับทำนาทำได้ในพื้นที่ราบในหุบเขา ที่นาจึงมีสภาพลดหลั่นเป็นชั้นๆ มิได้เรียบเสมอกัน ดังนั้นในการดึงน้ำเข้าสู่ที่นาจึงมีการคิดค้นการสร้างฝายกั้นลำน้ำในตำแหน่งที่สูงกว่าแปลงนา แล้วขุดลำเหมืองจากหน้าฝายให้น้ำไหลเข้าสู่ที่นา เพื่อให้ทุกคนมีน้ำสำหรับทำนาเพียงพออย่างเป็นธรรม เสมอกัน โดยมีองค์กรเหมืองฝายที่มีบทบาทในการจัดการ ตามข้อตกลงเหมืองฝายที่สมาชิกผู้ใช้น้ำได้กำหนดร่วมกัน

  

ประวัติความเป็นมา 

               เหมืองฝายในพื้นที่ราบภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก เท่าที่ปรากฏพบเป็นหลักฐานนั้น มีการกล่าวถึงเรื่องเหมืองฝายในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ระหว่างปี พ.ศ. ๑๑๐๐ – ๑๒๐๐ และในสมัยราชวงศ์เม็งรายปกครองอาณาจักรล้านนาระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๓๙ – ๒๑๐๑ ได้มีการตรากฎหมายมังรายศาสตร์ ที่มีการบัญญัติเรื่องระบบเหมืองฝายไว้เป็นการป้องกันและบริหารระบบเหมืองฝายให้เป็นประโยชน์ ต่อประชาชนของพระองค์ เช่น “ผู้ใดใสแพล่องถิ้มถูกฝายหลุ (พัง) หื้อมันแปลง แทนหรือมันแปลงบ่ได้ ฝายใหญ่เอาค่า ๑๑๐ เงิน ฝายน้อยเอา ๓๒ เงิน เพราะว่าเหลือกำลังมันนา” เป็นต้น

                นอกจากกฎหมายพญามังรายจะรักษาฝายแล้ว ยังมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีฝาย ผู้คนจะสร้างหอผีฝายใกล้ ๆ กับปากลำเหมืองใหญ่ เพื่อให้เจ้าที่เจ้าทางผีฝายรักษาฝายมิให้คนไปทำลาย เมื่อถึงเวลาที่จะร่วมกันทำนา ผู้คนที่ใช้สายน้ำร่วมกันนับเป็นร้อยเป็นพันคนจะมาร่วมเลี้ยงผีฝายเป็นประเพณีใหญ่ มีหมอหรือปู่จารย์เป็นผู้กระทำพิธี การเลี้ยงผีฝายบางแห่งจะล้มควาย วัว เลี้ยงกัน ผู้คนจะซ่อมแซมฝายให้ดีกั้นน้ำได้มาก ตามต้องการ 
การป้องกันหอผีฝายในกฎหมายพญามังรายเขียนไว้ว่า “ผู้ใดสะหาวตีหอบูชาผีฝายท่านเสีย ต้องถือว่าผิดผีฝาย
หื้อมันแปลง (สร้าง) หอบูชาดั่งเก่าแล้วหื้อ มันแต่งเครื่องบูชาบริกรรมหื้อชอบ แล้วหื้อมันแปลงฝายไว้ดั่งเก่า”

                ในภาคเหนือตอนบนมีเหมืองฝายจำนวนถึง ๔,๐๐๐ กว่าแห่ง ซึ่งมีการสืบสานภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชุมชน ที่ยังคงยึดถือและปฏิบัติสืบมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เช่น ฝายพญาคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ฝายวังไฮ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

                ซึ่งนอกจากเหมืองฝายจะช่วยกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรมอย่างทั่วถึงแล้ว ยังสามารถช่วยชะลอสายน้ำที่ไหลหลากจากขุนเขาลงสู่ที่ลุ่มต่ำ ลดความรุนแรงของอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ เหมืองฝายได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2558

  

ลักษณะเฉพาะที่แสดงอัตลักษณ์

                 เหมืองฝายเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้าน ประกอบด้วย ตัวฝายกับ ลำเหมือง การสร้างตัวฝายใช้วัสดุอุปกรณ์พื้นบ้าน ใช้ไม้ไผ่ ไม้จริง หิน วางไม้คร่าววางขวางลำน้ำแล้วตอกยึดด้วยไม้หลัก   สร้างเป็นฐานกว้างในลำน้ำ แล้วค่อยๆวางไม้คร่าวซ้อนและตอกตรึงด้วยไม้หลักหรือใช้ก้อนหินวางขึ้นเป็นชั้นๆอย่างแข็งแรงมั่นคงพอที่จะไม่ถูกกระแสน้ำพัดพัง ก่อขึ้นจนได้ความสูงในระดับที่สามารถทดน้ำเข้าลำเหมืองแล้วไหลลงสู่ที่นาได้

  

            ลำเหมืองแต่เดิมใช้แรงชาวบ้านที่เป็นสมาชิกผู้ใช้น้ำช่วยกันขุดจากหน้าฝาย ตามแนวของสภาพพื้นที่ค่อย ๆ ลาดลงไปสู่ที่นา โดยแบ่งกันเป็นช่วงๆ พื้นที่ลำบากก็ใช้จำนวนคนมากหน่อย พื้นที่ง่าย ๆ ก็ใช้จำนวนคนน้อยลง เมื่อถึงที่นาก็มีการขุดลำเหมืองซอยเรียกว่า “เหมืองไส้ไก่” กระจายให้น้ำเข้าถึงที่นาทุกแปลง ตรงปากเหมืองไส้ไก่จะมี “แต” แนวไม้หลักปักขวางลำเหมืองเพื่อทดน้ำเข้าสู่เหมืองไส่ไก่ ตรงปากเหมืองไส้ไก่แต่ละเส้นจะมีการกำหนดขนาดช่องน้ำไหลให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้น้ำเรียกว่า “ต้าง” ที่พอดีกับจำนวนพื้นที่นาที่รับน้ำในแต่ละสาย เพื่อให้ที่นาทุกแปลงได้รับการแบ่งน้ำอย่างเหมาะสมกับขนาดพื้นที่

เพื่อให้การจัดการบริหารแบ่งน้ำอย่างเป็นธรรม จึงมีการจัดตั้ง “องค์กรเหมืองฝาย”ขึ้นเพื่อควบคุมดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลงอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รูปแบบองค์กรจะมีขนาดและความซับซ้อนแตกต่างกันตามขนาดจำนวนสมาชิกผู้ใช้น้ำ ขนาดพื้นที่นา จำนวนสาขาของลำเหมืองว่ามีมากน้อยเพียงใด ขนาดเล็กมากก็จะมี “แก่ฝาย”คนเดียว  แก่ฝายเป็นผู้นำ  เป็นประธานในการควบคุมการทำงานขององค์กรเหมืองฝาย หากใหญ่ขึ้นก็มี “แก่ฝายกับล่ามน้ำ” ที่มีบทบาทการสื่อสารกับสมาชิกผู้ใช้น้ำ บางแห่งก็มี “ผู้ช่วยแก่ฝาย” ในระบบที่ใหญ่ขึ้น
ก็จะมี “แก่เหมือง” เป็นผู้นำที่ดูแลจัดการลำเหมืองแต่ละเส้น

               ในการจัดการบริหารและแบ่งน้ำนั้นต้องดำเนินตาม “ข้อตกลงเหมืองฝาย” ที่สมาชิกทุกคนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นเป็นสัญญาประชาคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งมีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเหมืองฝาย ยึดหลักความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน ใครมีที่นามาก ใช้น้ำมากต้องทำงานมาก จัดหาอุปกรณ์มาก เช่น หากมีที่นาไม่เกิน ๑๐ ไร่ ส่งคนมาตีฝาย ขุดลอกลำเหมือง ๑ คน หากมีที่นาเกิน ๑๐ ไร่ ต้องส่งคนมา ๒ คน การเตรียมอุปกรณ์มาซ่อมแซมฝายก็เช่นกัน เช่น กำหนดไว้ให้นำไม้หลักมา ๑๐๐ อัน ต่อการมีที่นา ๑ ไร่ หากมีที่นา ๑๐ ไร่ ก็ต้องเตรียมมา ๑,๐๐๐ อัน เป็นต้น เมื่อช่วยกันดูแลระบบเหมืองฝายแล้ว ทุกคนไม่ว่าจะมีที่นา ๑ ไร่หรือ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ก็จะได้รับการแบ่งน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูกาลผลิต หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจะถูกปรับไหม ตามที่ตกลงกัน หากไม่มาทำงานเกิน ๓ ครั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็น จะให้ออกจากสมาชิก ไม่สามารถใช้น้ำได้ต่อไป เป็นต้น

  

             

คุณค่าและบทบาทของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีต่อวิถีชีวิต

          การเคารพธรรมชาติและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นหลักการสำคัญของเหมืองฝาย เป็นการทดน้ำเข้าสู่ที่นาแค่เพียงพอสำหรับการทำนา น้ำสามารถไหลล้นผ่านฝายไปยังฝายลูกถัด ๆ ไป และน้ำที่เข้าสู่ที่นาแล้วหากมีส่วนเกินก็จะมีการขุดลำเหมืองให้น้ำไหลกลับสู่ลำน้ำเดิม ไม่ได้กักเก็บไว้ใช้เองทั้งหมด มีการดูแลป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอยในการซ่อมแซมฝายควบคู่กันไปด้วย ซึ่งบริเวณตัวฝายตลอดลำเหมืองก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ พืชน้ำ ที่ชาวบ้านมาหากินเป็นอาหารอีกด้วย

เหมืองฝายทำให้ทุกคนมีหลักประกันว่าจะมีน้ำใช้ในการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อมีน้ำก็จะเกิดความมั่นคงในการดำรงชีวิต มีข้าวกิน มีอาหาร มีรายได้ที่จะดูแลครอบครัว นอกจากนี้ เหมืองฝายเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งของชุมชน เพราะในองค์กรเหมืองฝาย มีความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกผู้นำที่มีความยุติธรรม มีความสามารถในการจัดการบริหารทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นธรรม ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดข้อตกลงเหมืองฝาย แม้จะมีที่นาไม่เท่ากันแต่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, ระบบเหมืองฝาย ภูมิปัญญาการจัดการน้ำพื้นบ้าน, สืบสานล้านนา.๒๕๔๓

ประเสริฐ ณ นคร, มังรายศาสตร์ ๒๕๑๔

ยอด เนตรสุววรณ, เหมืองฝาย สุดยอดภูมิสถาปัตยกรรมจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย (http://article.culture.go.th/index.php/layouts-modules-positions/3-column-layout-9/208-2020-06-01-09-51-31)

เอกวิทย์ ณ ถลาง.  ภาพรวมภูมิปัญญาไทย ๒๕๕๔, เหมืองฝาย บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด

 

 

 

Sponge city…เมืองฟองน้ำ

 

       เมืองฟองน้ำ หมายถึง เมืองที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและภัยธรรมชาติ สามารถดูดซับ กักเก็บ และกรองน้ำให้บริสุทธิ์ในช่วงหน้าฝน และปล่อยน้ำออกมาใช้ประโยชน์ เพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบนิเวศและลดการเกิดน้ำท่วมในเมือง

แนวคิดเมืองฟองน้ำ(Sponge City)เป็นแนวคิดที่มาจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา รวมทั้งประเทศจีน การเปลี่ยนทั้งเมืองให้เป็นเหมือนฟองน้ำที่สามารถให้น้ำซึมผ่านแล้วไปสะสมในชั้นใต้ดินเพื่อช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งหรือภัยอุทกภัย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก จึงทำให้เกิดโมเดล หรือนวัตกรรมใหม่ ในการเปลี่ยนน้ำเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น

       1. เปลี่ยนแปลงถนนให้น้ำสามารถซึมผ่านได้ โดยการสร้างถนนหรือทางเดินต่างๆ โดยใช้วัสดุที่ดูดซึมน้ำได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งกรรมวิธีการผลิตที่ทำให้พื้นผิวมีรูพรุน สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว

        2. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อดูดซึมน้ำให้มากขึ้น อาจจะเป็นการสร้างสวนสาธารณะให้มากขึ้นทั้งบนพื้นราบ หรือบนอาคารต่างๆ เพื่อชะลอน้ำที่ไหลลงสู่ถนน และดูดซึมเก็บไว้ใช้ประโยชน์

                   

         ทฤษฎีเมืองฟองน้ำนี้เป็นหลักการบริหารจัดการน้ำรูปแบบหนึ่งที่มีทั้งความง่ายและความยากหากนำมาแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ  หรือเมืองอื่นๆ ที่เกิดจากฝนที่มีปริมาณมากจนระบบระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำที่มีโครงสร้างระบบที่มีอายุใช้งานเป็นเวลานาน ซึ่งไม่สามารถรองรับได้ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การหาพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำ ที่ไม่ใช่การแก้ไขด้วยระบบระบายน้ำที่เป็นท่อและอุโมงค์ แต่คือการใช้พื้นที่ทุกส่วนของเมือง

 

 ที่มา:

  1. City Cracker https://citycracker.co/city-design/spongecity/

  1. โพสต์จากเพจ นิติ รักความถูกต้อง คนตรงรักความถูกต้อง https://www.facebook.com/prajok.khi/posts/1778667499058069/

ที่มาของรูป

  1. https://www.creativemove.com/creative/topmix-permeable/

  2. http://www.homedec.in.th/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2/

https://citycracker.co/city-design/spongecity/

 

 

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริลำดับแรก

ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

โครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

 

          “น้ำ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการทำเกษตรกรรม เป็นอาชีพหลักของคนไทยในทุกภาคของประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการที่มีอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จึงเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างโอกาสและอาชีพให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมไปถึงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมากจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังทรงดํารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร

      

         โครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่แรกในพื้นที่ภาคกลาง และเป็นโครงการลำดับแรกจากหลายโครงการทั่วประเทศ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร พระองค์พระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 6 แห่ง ใน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขาตะนาวศรี ให้ประชาชนในพื้นที่ใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี

          อ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด และอ่างเก็บน้ำบ้านโป่งพรหม มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกันถึง 3,278,030 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รองรับพื้นที่เกษตร 7,300 ไร่ ซึ่งปี พ.ศ. 2542 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 5 แห่ง เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไปแล้วกว่า 6,000 ไร่ ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะ รายได้ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่

          โดยในปี พ.ศ. 2562 กรมชลประทานได้รับสนองพระราชดำริก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งที่ 6 ในพื้นที่ ต.ยางหัก
ที่บ้านโปร่งพรหม เป็นอ่างขนาดความจุ 1,064,000 ลบ.ม. สนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1,700 ไร่ และสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค 200 ครัวเรือน ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นการสนองพระราชดำริ ที่ทรงให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำครบทั้ง 6 แห่ง นับแต่ริเริ่มโครงการเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กระทั่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างเสร็จทั้ง 5 แห่ง ได้พลิกผืนดินของ ต.ยางหัก จากพื้นที่แห้งแล้งในฤดูแล้ง กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกพืชผัก ผลไม้ ได้ตลอดทั้งปี สร้างงานสร้างอาชีพ ดึงผู้คนที่เคยอพยพออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ กลับมาทำไร่ทำสวนในบ้านเกิด

        

           โดยความเป็นมาของโครงการ (ข้อมูลจาก นายสุชาติ กาญจนวิลัย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานราชบุรี) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทประจัน บ้านไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี และโครงการป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ณ บ้านไทประจัน เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2534 พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครงการ และก่อสร้างแหล่งน้ำช่วยเหลือการเพาะปลูก และการอุปโภค-บริโภค ตามที่ราษฎรได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน

            ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยการพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

             ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง มีสภาพสมบูรณ์ สามารถช่วยเหลือราษฎรได้อย่างทั่วถึง โดยอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่งจะมีกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ช่วยกันดูแลรักษาสภาพพื้นที่อ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำร่วมกับโครงการชลประทานราชบุรี และมีการประชุมกลุ่มเพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงก่อนและหลังฤดูเพาะปลูก ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากพื้นที่น้ำเข้าไม่ถึง ตอนนี้มีระบบท่อส่งน้ำที่กรมชลประทานทำให้ ต่อไปถึงที่ดอน เมื่อมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็ขยันทำกิน เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี มีเงินส่งลูกเรียนจบปริญญา หลายบ้านมีรถขับ มีแหล่งงานเกิดขึ้นมากมายที่นี่ สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดว่า ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

              ทั้งหมดนี้คือน้ำพระทัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงมีต่อพสกนิกรในพื้นที่ ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังทรงดํารงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร ผ่านโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริ โครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำ ส่งผลทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจวบจนมาถึงปัจจุบัน

     

 ที่มา :

  1. 1. โพสต์ทูเดย์     https://www.posttoday.com/social/general/587100
  1. นิทรรศการออนไลน์ น้ำ..โครงการพระราชดำริรัชกาลที่ 10    https://library.stou.ac.th/odi/online/exhibition-kongkan/index.html
  1. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)    http://km.rdpb.go.th/Project/View/6184

 

ทำน้ำจืดจากน้ำทะเล ทางเลือก หรือทางรอด

รวบรวมโดยไตรรงค์ ปิมปา
ผู้อำนวยการส่วนวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำ

 

โลกเรามีผืนน้ำครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 (71%) ของพื้นผิวโลก1 แต่เป็นมวลน้ำเค็มปกคลุมประมาณ 72% ของพื้นผิวโลก (~3.6×108 กม.2) และที่เหลือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่น้ำแข็งขั้วโลก แต่มนุษย์ใช้ จึงทำให้น้ำเค็มกลายเป็นอีกตัวเลือกเมื่อมีการมองหาแหล่งผลิตน้ำจืดสำหรับใช้ในชีวิตมนุษย์

น้ำจืด2 เป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนบกเป็นส่วนใหญ่ และจำเป็นต่อมนุษย์สำหรับน้ำดื่ม ใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ในเกษตรกรรม เป็นต้น มีการนิยามว่าน้ำจืดคือน้ำที่มีเกลือละลายอยู่น้อยกว่า 0.5 ส่วนในพันส่วน น้ำจืดพบได้ทั้งแหล่งน้ำบนดินเช่น แม่น้ำลำธาร คลอง ทะเลสาบ ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และรวมไปถึงแหล่งน้ำใต้ดิน ต้นกำเนิดวัฏจักรน้ำคือหยาดน้ำฟ้าที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกในรูปของฝนและหิมะ

การทำน้ำจืดจากน้ำทะเล3 เป็นกระบวนการที่นำส่วนประกอบของแร่ธาตุออกจากน้ำเกลือ ซึ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงน้ำทะเล น้ำเกลือถูกแยกเกลือและแร่ธาตุออกเพื่อผลิตน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคของมนุษย์หรือการชลประทาน ผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำทะเลคือน้ำเกลือ การกรองน้ำทะเลใช้กับเรือเดินทะเลและเรือดำน้ำจำนวนมาก ความสนใจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ในการกรองน้ำทะเลจะมุ่งเน้นไปที่การจัดหาน้ำจืดที่คุ้มค่าสำหรับการใช้งานของมนุษย์ นอกจากน้ำเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่แล้วยังเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่ไม่ขึ้นกับปริมาณน้ำฝนอีกด้วย

เนื่องจากการทำน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis ค่าใช้จ่ายหลักของระบบคือค่าพลังงานไฟฟ้า ทำให้น้ำจืดจากน้ำทะเล ราคาแพงกว่าน้ำจืดจากแม่น้ำ น้ำใต้ดิน การรีไซเคิลน้ำ และการอนุรักษ์น้ำ อย่างไรก็ตามทางเลือกการทำน้ำจืดจากทะเล ยังมีทางเลือกพลังงานจากความร้อน พลังไฟฟ้าทางเลือกจากลม หรือจากแสงอาทิตย์

ปัจจุบันประชากรโลกประมาณ 1% พึ่งพาน้ำที่ผ่านการทำน้ำจืดจากน้ำทะเลแล้ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน แต่องค์การสหประชาชาติ คาดว่า 14% ของประชากรโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำภายในปี 2568 การแยกเกลือออกจากน้ำมีความเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่แห้งแล้ง เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งโดยปกติแล้วจะอาศัยการเก็บรวบรวมปริมาณน้ำฝนหลังเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ ส่วนประเทศคูเวตผลิตน้ำผ่านการกลั่นน้ำทะเลในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ โดยคิดเป็น 100% ของการใช้น้ำ

ความน่าสนใจคือยังมีน้ำทะเลมากมาย แต่การน้ำน้ำทะเลมาใช้ ยังมีต้นทุนที่สูง ของเหลือจากการผลิตยังมีน้ำเค็มเข้มข้นขึ้น ที่ต้องบริหารจัดการไม่ให้มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม โลกเราและประเทศไทย กำลังศึกษาพัฒนาแนวทางที่เหมาะสม และทะยอยใช้เทคโนโลยี นี้ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อเป็นทางเลือกในพื้นที่ ที่เสี่ยงต่อการขาดน้ำจืด หรือขาดเคลนบางช่วงเวลา ติดตามความรู้เทคโนโลยีที่น่าสนใจด้านการทำน้ำจืดจากทะเลที่จะมีการเพิ่มเติมให้ได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้

แหล่งข้อมูล

  1. https://th.wikipedia.org/wiki/มหาสมุทร
  2. https://th.wikipedia.org/wiki/น้ำจืด
  3. https://en.wikipedia.org/wiki/Desalination

ติดตามเรื่องที่น่าสนใจ เพิ่มเติม ที่นี่

  1. การกลั่นพลังงานแสงอาทิตย์

  2. การระเหยตามธรรมชาติ

  3. การกลั่นสุญญากาศ

  4. การกลั่นแฟลชหลายขั้นตอน

  5. การกลั่นแบบหลายผล

  6. การกลั่นด้วยการอัดไอ

  7. Reverse Osmosis

  8. แช่แข็งละลาย

  9. เยื่อ Electrodialysis

  10. การกลั่นเมมเบรน

  11. การกรองน้ำด้วยคลื่น